Date : กันยายน 7th, 2010Category : ปลายปากกาAuthor : goldenlife
| เป็นที่ทราบกันดีว่า การล้างมือด้วยสบู่เป็นวิธีที่ช่วยลดการแพร่โรคติดเชื้อในโรงพยาบาลได้ดีที่สุดวิธีหนึ่ง
นอกจากนั้นการล้างมือยังช่วยลดการแพร่โรคติดต่อระบบทางเดินหายใจได้มากมาย เช่น โรคหวัด ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ หวัดลงกระเพาะฯ หรือลำไส้ (viral gastroenteritis) ฯลฯ และลดโอกาสติดพยาธิ เช่น หลังเล่นกับน้องหมา น้องแมว ฯลฯ โดยเฉพาะคนที่ท้อง(ตั้งครรภ์)ต้องล้างมือให้ดี เนื่องจากพยาธิหมา-แมว (toxoplasmosis) อาจทำให้แท้งลูกได้
ทีนี้จุดอ่อนของการล้างมือมีตรงไหนบ้าง กรมอนามัยได้จัดทำหนังสือเรื่อง “เด็กไทยทำได้ ในโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ” เพื่อกำจัดจุดอ่อนของการล้างมือแล้วยังไม่สะอาด
กล่าวกันว่า การล้างมือแบบ “มืออาชีพ” หรือ “มือโปรฯ (professional = มืออาชีพ)” นั้น เพียงแค่มองก็รู้แล้วว่า ใครโปรฯ ใครไม่โปรฯ
ยิ่งถ้าเป็นพยาบาล หมอ หรือหมอฟันแล้ว… ถ้าให้ล้างมือจะรู้ได้ทันทีเลยว่า หมอคนไหนเป็นตัวจริง หมอคนไหนเป็นตัวปลอม
ต่อไปจะขอนำการล้างมือแบบมือโปรฯ มาเล่าสู่กันฟังครับ

ภาพที่ 1 > บริเวณที่มักจะยังหลงเหลือเชื้อโรคหลังการล้างมือแบบธรรมดาๆ
- การล้างมือด้วยสบู่แบบธรรมดาๆ มักจะถูบริเวณปลายนิ้วมือ ง่ามนิ้วมือ(โคนนิ้วมือ) ร่องลายมือ โคนนิ้วหัวแม่มือ และหลังมือได้ไม่หมด
- การล้างมือแบบ “ไม่ธรรมดา” หรือล้างแบบ “มืออาชีพ(มือโปรฯ / professional = มืออาชีพ)” จึงจะสะอาดจริง

ภาพที่ 2 > วิธีล้างมือแบบ “ไม่ธรรมดา”

ภาพที่ 3 > วิธีล้างมือแบบ “ไม่ธรรมดา”
- โปรดสังเกตว่า การล้างมือแบบมืออาชีพ มือโปรฯ หรือการล้างแบบ “ไม่ธรรมดา” จะเน้นการกำจัดจุดอ่อน หรือบริเวณที่ล้างมือไม่ค่อยหมด เช่น ปลายนิ้วมือ หลังมือ โคนนิ้วหัวแม่มือ ร่องลายนิ้วมือ ฯลฯ
ทีนี้ข้อควรระวังของการล้างมือที่สำคัญมีอะไรบ้าง คำตอบได้แก่
(1). ฝึกล้างอย่างเป็นระบบ
- การล้างมืออย่างเป็นระบบ (systematic) ให้ครบทุกขั้นตอนทั้ง 7 ขั้นตอนข้างต้นจะช่วยให้ล้างได้ครบทุกส่วน (completeness / thoroughness คล้ายๆ กับการแปรงฟันให้ถูกวิธี)
(2). ใช้สบู่
- การล้างมือให้ถูกวิธีจำเป็นต้องใช้สบู่ เพื่อช่วยกำจัดคราบไขมันจากต่อมไขมัน เศษผิวหนัง และสิ่งสกปรกออก
- จะใช้สบู่อะไรก็ได้ แต่ถ้าจะให้ดี… ควรเป็นสบู่เหลวหรือสบู่แห้งที่ไม่แช่น้ำ สบู่ที่แช่น้ำหรือมีน้ำขังอาจเป็นแหล่งเพาะเชื้อโรคได้ จึงควรวางสบู่ให้น้ำไหลออก หรือ “สะเด็ด” น้ำออกได้ และควรวางไว้ในที่ที่มีการระบายอากาศดี เพื่อให้สบู่มีโอกาสแห้งบ้าง
- สบู่ยาหรือสบู่ผสมยาฆ่าเชื้อไม่ได้ช่วยให้การล้างมือสะอาดขึ้น ทว่า… เวลาล้างมือที่นานพอมีความสำคัญมากกว่า
(3). ล้างก๊อก
- ถ้าล้างมืออย่างเดียวโดยไม่ล้างก๊อกน้ำ… เชื้อโรคอาจจะไปสะสม หรือหลบซ่อนอยู่ที่ก๊อกน้ำ และกลับมาติดมือหลังล้างมือเสร็จอีกต่อหนึ่ง
(4). ล้างก่อน
- ล้างมือก่อนกินอาหาร ก่อนดื่มน้ำ ก่อนทำกับข้าวหรือเตรียมอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ามีคนที่มีภูมิต้านทานต่ำอยู่ที่บ้าน เช่น คนสูงอายุ(เกิน 60 ปี) เด็กอายุน้อยกว่า 1 ปี คนที่ปลูกถ่ายอวัยวะ คนไข้มะเร็ง คนไข้เอดส์ ฯลฯ
- ถ้าออกไปนอกบ้าน… พวกเราอาจจะติดเชื้อ เช่น เสมหะคนเป็นหวัดอาจจะติดที่ลูกบิดประตู บันไดรถเมล์ ฯลฯ และอาจพาเชื้อเข้าบ้าน
- ทางที่ดีคือ ล้างมือด้วยสบู่ก่อนเข้าบ้านทุกครั้ง
- ถ้าชอบอ่านหนังสือ หรือหนังสือพิมพ์… จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องล้างมือก่อนกินอาหาร หรือดื่มน้ำ เพื่อลดการได้รับโลหะหนัก เช่น ตะกั่ว ฯลฯ ในหมึกพิมพ์
(5). ล้างหลัง
- ล้างมือด้วยสบู่หลังออกจากห้องน้ำหรือห้องส้วมทุกครั้ง เพื่อลดการแพร่เชื้อโรคทางเดินอาหาร
- ถ้าเป็นหวัด ไข้หวัด หรือไข้หวัดใหญ่… พวกเรามีส่วนช่วยชาติได้ โดยการล้างมือด้วยสบู่หลังไอ จาม หรือเขี่ยจมูก(เวลาคันจมูก)ทุกครั้ง เพื่อลดการแพร่เชื้อโรคผ่านเสมหะติดมือไปยังคนอื่น
(6). ตัดเล็บ
- ตัดเล็บมือให้สั้นอยู่เสมอ เพื่อป้องกันการสะสมของเชื้อโรคที่เล็บ
- การตัดเล็บมือให้ตัดเป็นรูปโค้งตามรูปปลายนิ้วมือ แต่ถ้าจะตัดเล็บเท้า… อย่าตัดเป็นรูปโค้ง ให้ตัดเป็นรูปตรงหรือรูปคล้ายปลายจอบ
- การตัดเล็บเท้ารูปโค้งอาจทำให้เกิดโรคเล็บขบ ทำให้เกิดอาการเจ็บ การอักเสบ หรือแผลที่จมูกเล็บ (ด้านข้างเล็บ) ได้
(7). ล้างให้นานพอ
- กล่าวกันว่า ถ้าจะล้างมือให้สะอาด และครบทุกส่วน คงต้องใช้เวลาพอๆ กับการแปรงฟันคือ 2-3 นาที
- ระยะเวลานาน 2-3 นาทีนี้… อาจารย์หมอฝรั่งท่านแนะนำว่า นานพอๆ กับการร้องเพลง “จิงเกิลเบล (jingle bells)” 2 จบ
- ระยะเวลาดังกล่าวน่าจะเทียบกับเพลงชาติไทย ลอยกระทง หรือ “ช้างๆๆ (เพลงสุดฮิตสำหรับคนที่ร้องเพลงอะไรแทบไม่เป็นเลย)” ประมาณ 1 จบ
เรียนเสนอให้พวกเราหันมาช่วยกันล้างมือด้วยสบู่ให้ถูกวิธี เพื่อสุขภาพจะได้ดีไปนานๆ ครับ |
Tags : ลดการแพร่โรคติดเชื้อ, วิธีล้างมือ
Date : กันยายน 2nd, 2010Category : ปลายปากกาAuthor : goldenlife
ปัจจุบันการใช้สมุนไพรที่มีอยู่ใกล้ตัวเพื่อป้องกันหรือรักษาโรคภัยไข้เจ็บต่างๆกำลังเป็นที่นิยม โดยเฉพาะพืชสมุนไพรที่กระทรวงสาธารณสุขประกาศอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2552 ว่า มีสมุนไพรไทยอยู่ 3 ชนิดที่สามารถป้องกัน โรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ชนิดเอ (H1N1) ได้ โดยมีฤทธิ์ทางยาไม่แพ้ยาจากต่างประเทศ ได้แก่ ฟ้าทะลายโจร ขิง และ กระเทียม

ดร.ภญ.สุภาภรณ์ ปิติพร ผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพรไทย โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร กล่าวว่า สมนุไพรฟ้าทะลายโจรเป็นภูมิปัญญาของแพทย์แผนจีน ปลูกง่าย มีฤทธิ์เป็นยาเย็น ซึ่งจากงานวิจัยในประเทศยุโรปและสแกนดิเนเวีย พบว่า ฟ้าทะลายโจรเป็นสมุนไพรอันดับต้นๆ ที่ควรแนะนำให้ใช้เพื่อแก้ไข้หวัดใหญ่ จากการทดลองในเด็กจำนวน 100 คน แยกเป็นกลุ่มที่ให้กินฟ้าทะลายโจรติดต่อเป็นเวลา 3 เดือน และกลุ่มที่ไม่ได้กิน พบว่าคนที่กินฟ้าทะลายโจรไม่ค่อยมีอาการป่วยไข้ด้วยโรคหวัด ต่างกับกลุ่มที่ไม่ได้กิน โดยมีอัตราการป่วยลดลง 2 เท่า กลไกป้องกันโรคของสมุนไพรฟ้าทะลายโจร คือ ป้องกันไม่ให้เชื้อไวรัสไปเกาะที่ผนังเซล ยับยั้งโปรตีนในเชื้อไวรัส ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันและยังช่วยลดการอักเสบ จึงเป็นสมุนไพรที่เหมาะจะนำมาใช้ในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ตามตำราเวชศาสตร์การแพทย์แผนโบราณระบุว่า สมุนไพรฟ้าทะลายโจรเป็น “ยาเย็น” จึงเหมาะที่จะใช้บรรเทาอาการ “หวัดร้อน” ที่มีอาการเหงื่อออก เจ็บคอ ระหายน้ำ ท้องผูก เมื่อรับประทานฟ้าทะลายโจรเข้าไปร่างกายที่ร้อนจากอาการไข้จะเย็นลง แต่ไม่เหมาะกับผู้ที่มีอาการของ “หวัดเย็น” คือไม่มีเหงื่อ มือเท้าเย็น ปัสสาวะมาก รู้สึกหนาวสะท้าน เพราะจะทำให้ยิ่งหนาวสั่น คลื่นไส้ และไม่ควรทานฟ้าทะลายโจรเพื่อป้องกันไข้หวัดใหญ่ฯ 2009 ติดต่อกันเกิน 1 สัปดาห์ เนื่องจากอาจส่งผลให้ร่างกายโดยเฉพาะแขนขาไม่มีเรี่ยวแรง

ขิง เป็นสมุนไพรอีกชนิดที่กระทรวงสาธารณสุขยอมรับว่า มีฤทธิ์ในการยับยั้งหรือลดจำนวนเชื้อไวรัส มีฤทธิ์อุ่น น้ำขิงช่วยในการขับเหงื่อ แก้ไข้ สร้างความกระชุ่มกระชวย โดยเฉพาะน้ำขิงที่ผลิตจากขิงแก่สดอายุ 11 – 12 เดือน จะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวในด้านรสและกลิ่น ที่อุดมไปด้วยชันน้ำมัน (oleoresin) น้ำมันหอมระเหย (volatile oil) รวมทั้ง วิตามิน และแร่ธาตุ อาทิ แคลเซียม ฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก และมีวิตามินซีในระดับสูง ซึ่งหาไม่ได้ในขิงช่วงอายุอื่นๆ

กระเทียม เป็นทั้งสมุนไพรและเครื่องเทศ มีสรรพคุณทางยามากมาย หัวกระเทียมมีน้ำมันหอมระเหยเผ็ดร้อน เป็นยาขับเหงื่อ ขับเสมหะ แก้อักเสบเสียงแห้ง แก้ปวดศีรษะข้างเดียว นิยมนำมาบรรจุเป็นแคปซูลขายในร้านอาหารเพื่อสุขภาพสำหรับคนที่มีความดันสูง น้ำมันกระเทียม (Garlic Oil) มีสารสำคัญ คือ อัลลิซิน ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานของร่างกายโดยกระตุ้นให้ร่างกายสร้างเม็ดเลือดขาว เช่น Macrophages และ T - lymphocyte เพิ่มขึ้น เมื่อร่างกายมีเม็ดเลือดขาวเพิ่มมากขึ้น จะส่งผลในการช่วยลดโอกาสการติดเชื้อต่างๆและบรรเทาอาการหวัดหรือภูมิแพ้ได้ ที่สำคัญคือไม่มีผลข้างเคียงต่อร่างกาย มีความปลอดภัยสูง สามารถรับประทานต่อเนื่องได้เป็นเวลานาน ฤทธิ์ของกระเทียมเปรียบเสมือนยาปฏิชีวนะ ช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส และเชื้อรา ดังนั้นกระเทียมจึงมีส่วนในการช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ลดอาการแพ้ต่างๆ และลดอาการเรื้อรังทางระบบทางเดินหายใจ เช่น หวัด หอบหืด ไซนัส หูอักเสบ เป็นต้น
ยังมีสมุนไพรไทยอีกมากมายที่มีสรรพคุณต้านเชื้อไวรัสได้ดี เช่น คาวตองหรือพูลคาว ยาห้ารากหรือจันทลีลา บอระเพ็ด ขมิ้นอ้อย ฯลฯ อย่างไรก็ดี “สมุนไพรต้านหวัด” ถือเป็นทางเลือกหนึ่งในการนำมาใช้รักษาและป้องกันเบื้องต้นเท่านั้น หากอาการป่วยไม่ดีขึ้นภายในสัปดาห์แรก ควรพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยและให้การรักษาได้อย่างทันท่วงที และที่สำคัญคือปฏิบัติตัวคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด
Tags : สมุนไพร, สมุนไพรต้านหวัด, หวัด
Date : สิงหาคม 17th, 2010Category : ปลายปากกาAuthor : goldenlife
ก่อนอื่นเลย จะขอทำความเข้าใจตรงนี้ว่า อัมพาตหรืออัมพฤกษ์ ที่เคยได้ยินกันนั้น หมายถึง สภาวะที่มีการอ่อนแรงของแขนและขา ซึ่งผู้ป่วยที่เป็นอัมพาต สามารถใช้ชีวิตและทำกิจกรรมต่างๆในสังคมได้เช่นเดียวกันกับคนปกติ ไม่ใช่แค่นอนรักษาตัวอยู่บนเตียงในโรงพยาบาลอย่างที่เข้าใจกัน
เนื่องด้วยเพราะความเชื่อของคนส่วนใหญ่ เมื่อพูดถึงอัมพาต ก็จะนึกถึงผู้ป่วยที่เป็นอัมพาตครึ่งซีก ซึ่งสาเหตุสำคัญก็มาจาก การเกิด “โรคหลอดเลือดในสมองตีบหรือแตก” อันเป็นสาเหตุสำคัญที่พบได้บ่อยที่สุดของการเป็นอัมพาต นอกจากนี้อาการอัมพาตของผู้ป่วยก็ยังกลายเป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่สำคัญลำดับต้นๆของประเทศ ทั้งในเรื่องการดูแล ค่าใช้จ่าย การรักษา เป็นต้น
ดังนั้น จากข้อมูลที่กล่าวมาข้างต้นนี้ จึงควรให้ความสำคัญ และทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคหลอดเลือดสมอง อันเป็นสาเหตุสำคัญของอัมพาตให้มากขึ้น ดังต่อไปนี้
โรคหลอดเลือดสมองแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ
1. กลุ่มโรคหลอดเลือดสมองตีบ หรืออุดตัน ที่ทำให้เกิดภาวะสมองขาดเลือด
2. กลุ่มโรคหลอดเลือดสมองแตก ที่ทำให้มีลิ่มเลือดคั่งในเนื้อสมอง
สาเหตุสำคัญของโรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน สมองของเรานั้นเป็นอวัยวะที่ต้องการเลือดไปเลี้ยงในปริมาณมากที่สุดเมื่อเทียบกับอวัยวะอื่นๆ ของร่างกาย เลือดที่ไปเลี้ยงสมองเริ่มต้นจากหัวใจสูบฉีดผ่านหลอดเลือดแดงใหญ่ ต่อไปยังหลอดเลือดแดงที่อยู่บริเวณลำคอ แล้วจึงผ่านเข้าไปในสมอง โดยหลอดเลือดแดงใหญ่ก็จะแตกแขนงเป็นหลอดเลือดแดงขนาดเล็ดลงไปเรื่อยๆ จนเป็นหลอดเลือดแดงฝอยกระจายไปทั่วทั้งเนื้อสมอง
หากลองเปรียบเทียบหลอดเลือดแดงกับท่อประปา จะพบว่ามีความคล้ายคลึงกันหลายประการกล่าวคือเมื่อท่อประปาที่ใช้มาเป็นเวลานานหรือเมื่อเราอายุมากขึ้น ผนังของท่อประปาหรือหลอดเลือดก็จะเริ่มเสียไป ทำให้เกิดการแข็งตัว เปราะแตกง่าย จนทำให้เกิดโรคหลอดเลือดแดงแข็ง และภายในท่อก็จะมีสิ่งไม่พึงประสงค์ เช่นเศษหิน เศษดินเล็กๆ มาเกาะที่ผนังด้านใน จนรูของท่อค่อยๆตีบเล็กลงจนท่อตันไปในที่สุด
สิ่งที่ทำให้หลอดเลือดอุดตันนี้เรียกว่า “Plague” อันเกิดจากการจับตัวกันของเกล็ดเลือด เม็ดเลือดขาวและไขมันในเลือด ไขมันที่เป็นตัวการสำคัญก็คือ คอเลสเตอรอล เมื่อหลอดเลือดแดงค่อยๆ ตีบลง ปริมาณเลือดที่จะเลี้ยงสมองก็จะลดลง แต่เซลล์สมองจะปรับตัวให้ยังมีชีวิตอยู่ได้ แต่เมื่อการตีบตันเป็นมากขึ้นจนอุดตัน เลือดไปเลี้ยงสมองไม่ได้ เซลล์สมองที่ขาดเลือดก็จะตายไปในที่สุด ผู้ป่วยก็จะเกิดอาการอัมพาตขึ้น ในผู้ป่วยบางรายการอุดตันของหลอดเลือดแดงในสมองเกิดขึ้นเนื่องจากมีลิ่มเลือดจากหัวใจหรือจากหลอดเลือดแดง Carotid หลุดลอยมาอุดตัน ทำให้สมองเกิดการขาดเลือดอย่างฉับพลัน ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เป็นอัมพาตได้เช่นกัน
ส่วนสาเหตุของโรคหลอดเลือดสมองแตก ก็เกิดจากภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง ซึ่งผนังของหลอดเลือดจะเปราะแตกง่าย หากความดันโลหิตสูงขึ้นมากอย่างฉับพลันอาจทำให้หลอดเลือดแดงแตกได้ จะเกิดลิ่มเลือดคั่งในสมอง ก็ทำให้ผู้ป่วยเป็นอัมพาตได้ การแตกของหลอดเลือดสมองอาจเกิดจากความผิดปกติของหลอดเลือดที่เป็นมาแต่กำเนิดได้
ลักษณะอาการของโรคหลอดเลือดสมอง โดยทั่วไปมักเกิดขึ้นกับตำแหน่งของสมองที่เสียหาย อาการที่เกิดขึ้นก็จะเป็นไปตามการเสียหายของสมองส่วนนั้น อาการมักจะเกิดขึ้นได้อย่างฉับพลัน แต่บางครั้งอาการอาจเกิดขึ้นเป็นๆหายๆ หรือค่อยๆเป็นมากขึ้นในเวลาอันสั้น
อาการที่พบบ่อย เช่น แขนขาอ่อนแรงครึ่งซีก เวียนศีรษะ บ้านหมุน เดินเซ ตามัว มองไม่เห็นข้างเดียวหรือมองไม่เห็นครึ่งซีก มองเห็นภาพซ้อน ลิ้นแข็ง พูดไม่ชัด กลืนลำบาก ปวดศีรษะอย่างรุนแรงหรือฉับพลัน ซึมไม่รู้สึกตัว
สำหรับการป้องกันและรักษาต้องบอกว่า หากเกิดอาการน่าสงสัยว่าจะเป็นโรคหลอดเลือดสมอง ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที เนื่องด้วยโอกาสรักษาให้หายหรือได้ผลดีจะมีมากกว่า ทั้งนี้ หากสมองขาดเลือดนานเกินไปสมองส่วนนั้นก็จะตาย จนไม่สามารถฟื้นตัวได้
หลักสำคัญของการป้องกันและรักษาก็คือ การควบคุมปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ได้แก่ ความดันโลหิตสูงเบาหวาน โรคหัวใจ และไขมันในเลือดสูง การเลิกสูบบุหรี่ เลิกดื่มสุราในปริมาณมาก รับประทานยาต้านเกล็ดเลือด หรือยาต้านการแข็งตัวของเลือดกรณีที่เป็นโรคหลอดเลือดสมองตีบ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ลดอาหารเค็มและอาหารไขมันสูง ลดความเครียด และตรวจสุขภาพปีละสองครั้ง
มาถึงบรรทัดนี้ การวินิจฉัยทางการแพทย์คงเป็นสิ่งที่หลายคนอยากทราบกัน ในปัจจุบันความก้าวหน้าทางการแพทย์ได้รุดหน้าไปเร็วมาก การเอ็กซเรย์เพื่อตรวจวินิจฉัยก็มักจะทำกันด้วยเครื่อง CT Scan เช่นเดียวกันกับการตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าหรือ MRI ทั้งนี้ จะช่วยทำให้ทราบถึงภาวะการขาดเลือดหรือภาวะเลือดออกในสมอง ก่อนทำการรักษาต่อไป
Tags : อัมพาต, อัมพาตจากโรคหลอดเลือดสมอง, โรคหลอดเลือดสมอง
Date : สิงหาคม 15th, 2010Category : ปลายปากกาAuthor : goldenlife
เป้าหมายสำคัญคือเพื่อให้ผู้ป่วยมีความสามารถที่จะเหลือช่วยตัวเอง และมีคุณภาพชีวิตใกล้เคียงปกติมากที่สุดผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่สามารถให้การฟื้นฟูได้ดี เป็นผู้ป่วยที่สามารถที่จะรับรู้ เข้าใจ และติดต่อคำบอกเล่า เพราะการเรียนรู้เป็นขั้นตอนการฝึกที่สำคัญของการฟื้นฟูสภาพของผู้ป่วย
ผู้ป่วยที่ผลการฟื้นฟูได้ผลดีจะต้องมีลักษณะดังนี้คือ
- ได้รับการสนับสนุนจากครอบครัว และสังคมที่อยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วย
- มีการฟื้นตัวของความสามารถในการควบคุมการขับถ่ายปัสสาวะได้เร็ว ภายใน 1-2 สัปดาห์
- มีการฟื้นตัวของกล้ามเนื้อลำตัว สะโพก หัวไหล่ โดยเร็วโดยเฉพาะกล้ามเนื้อส่วนต้นได้ภายใน 2-4 สัปดาห์
- มีการฟื้นตัวของกล้ามเนื้อแต่ละมัดโดยเร็วสามารถควบคุมกล้ามเนื้อแต่ละมัดได้ภายใน 4-6 สัปดาห์
- มีอารมณ์ดี ไม่มีอาการซึมเศร้า
- มีการรับรู้ที่ดี
ผู้ป่วยที่ผลการฟื้นฟูได้ผลไม่ดี
- ผู้ป่วยอยู่ในระยะ coma นานไป
- อยู่ในระยะปวกเปียก นานเกิน 2 เดือน
- มีอาการเกร็งหรืออ่อนแรงกล้ามเนื้อต้นขา
- ผู้ป่วยไม่สามารถควบคุมการขับถ่าย
- ผู้ป่วยที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา
- ผู้ป่วยที่มีความบกพร่องทางสายตา
- ผู้ป่วยที่มีโรคหลอดเลือดสมองมาก่อน
- ผู้ป่วยที่มีอาการซึมเศร้า
- ผู้ป่วยที่มีโรคอื่นร่วมด้วย เช่นโรคหัวใจ
การจัดท่านอนของผู้ป่วยอัมพาตครึ่งซีก
| ผู้ป่วยอัมพาตครึ่งซีกที่ไม่ได้มีการจัดท่านอน มักจะนอนในสภาพเข่า แขน และสะโพกงอ เมื่อผู้ป่วยดีขึ้นจะไม่สามารถใช้แขน และขาข้างนั้นได้อย่างเต็มที่เนื่องจากข้อติด |
|

การจัดท่านอนหงาย

- ศีรษะหนุนหมอนใบเล็กๆ ไม่ให้ศีรษะยกสูงไป
- จัดให้ศีรษะหมุนไปด้านที่อัมพาต
- จัดตัวให้ตรง อย่าให้เอียงไปด้านที่เป็นอัมพาต
- ข้อสะโพก ใช้หมอนบางๆหนุนหรือวางใต้สะโพกข้างที่อัมพาตเพื่อกันไม่ให้เชิงกรานแบะออกไปด้านหลัง
- ข้อเข่าอยู่ในท่าเหยียดตรง หรืองอเล็กน้อย
- ข้อเท้าใช้ foot board เพื่อป้องกันไม่ให้ปลายเท้าตก
- ลักษณะของแขนสามารถจัดวางได้ 3 แบบ


การจัดท่านอนตะแคงข้างดี

- นอนตะแคงเต็มตัว
- ศีรษะโน้มไปข้างหน้าเล็กน้อย
- ลำตัวตรง
- แขนข้างอัมพาตจัดให้ไหล่งุ้มไปทางด้านหน้า ใช้หมอนรองแขน มือวางบนหมอน
การจัดท่านอนตะแคงทับข้างที่เป็นอัมพาต

- จัดศีรษะโน้มไปด้านหน้า
- ลำตัวตรง
- แขน ไหล่ ข้างที่เป็นอัมพาตห่อมาทางด้านหน้า ช่วงปลายแขนอยู่ในท่าหงายมือ
- ขาด้านหลัง ข้างอัมพาตจับเหยียด ข้อสะโพกตรง เข่างอเล็กน้อย
- ขาข้างดีอยู่บนงอไปด้านหน้า ใช้หมอนรองรับไว้
การจัดท่านอนคว่ำ

- ถ้าไม่มีปัญหาเรื่องหายใจ และสามารถนอนคว่ำได้ ควรจัดให้นอนคว่ำวันละ 2-3 ครั้ง ครั้งละ 30 นาที ใช้หมอนรองเข้าเท้าไว้
การป้องกันข้อติด
|
รูปแสดงการทำ passive range of motion เพื่อป้องกันข้อไหล่ แขนติด
|
|

|
แสดงการบริหารบริเวณนิ้วมือ
|
|


การเคลื่อนไหวบนเตียง
เมื่อผู้ป่วยเริ่มรู้สึกตัว ควรสอนให้ผู้ป่วยช่วยตัวเองในการเปลี่ยนท่านอน เช่นจากท่านอนไปเป็นท่าตะแคง
การตะแคงไปข้างที่ดี
- สอนให้จับแขนข้างอัมพาตวางไว้บนทรวงอกหรือหน้าท้อง
- สอดปลายขาที่ดีใต้เข่าที่เป็นอัมพาต เลื่อนเท้าที่ดีลงไปถึงข้อเท้าที่เป็นอัมพาต
- ใช้ขาที่ดีค่อยๆยกขาข้างอัมพาตขึ้น แล้วค่อยๆตะแคงไปด้านที่ดี
- ยกศีรษะ ไหล่ และตะแคงตัวไปด้านดี โดยใช้แขนข้างที่ดียันลงบนที่นอน มือจับขอบที่นอนไว้

การตะแคงตัวไปข้างที่เป็นอัมพาต
- ใช้มือข้างดี อ้อมมาจับราวขอบเตียงหรือขอบที่นอนด้านตรงข้าม
- ใช้แขนที่ดีดึงตัวให้ตะแคงไปด้านที่เป็นอัมพาต
Tags : การจัดท่าผู้ป่วย, การจัดท่าผู้ป่วย สำหรับผู้ป่วยอัมพาต
Date : สิงหาคม 10th, 2010Category : ปลายปากกาAuthor : goldenlife
ไข้หวัดใหญ่2009 คือไข้หวัด สายพันธุ์ใหม่(ไวรัสสายพันธุ์ A/H1N1 ) หรือ ไข้หวัดหมู ที่กำลังระบาดในเม็กซิโก เป็นไวรัสสายพันธุ์ใหม่ที่ผสมกัน 3 สายพันธุ์ได้แก่ เชื้อไข้หวัดนกที่พบในทวีปอเมริกาเหนือ /เชื้อไข้หวัดใหญ่ในมนุษย์ และ เชื้อไข้หวัดหมู ที่พบบ่อยในทวีปยุโรปและเอเชีย สันนิษฐานเบื้องต้นว่า เชื้อไข้หวัดหมูพันธุ์ใหม่เกิดขึ้นจากกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม หรือ “Antigenetic Shift” ซึ่งเชื้อไวรัสไข้หวัดนก ไข้หวัดหมู และไข้หวัดใหญ่ อาจเข้าไปอยู่ในตัวหมูที่เป็นพาหะนำโรค ต่อมาเซลล์ในตัวหมูถูกไวรัสตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไปโจมตี ทำให้หน่วยพันธุกรรมไวรัสดังกล่าวผสมปนเปกันระหว่างการแบ่งตัว กลายเป็นเชื้อพันธุ์ใหม่ขึ้นมา
การแพร่เชื้อ
ตามปกติเชื้อไข้หวัดหมูจะติดคนที่สัมผัสหมูโดยตรงเท่านั้น เช่น ผู้ที่ทำงานในโรงฆ่าหมู แต่เชื่อว่าอาจมีการติดต่อจากคนสู่คนเช่นเดียวกับโรคไข้หวัดใหญ่ในคนโดยการไอ หรือจามรดกัน (เชื้อจะอยู่ในเสมหะ น้ำมูก น้ำลาย ) / ติดจากมือและสิ่งของที่มีเชื้อปนเปื้อนอยู่ และเชื้อจะเข้าสู่ร่างกายทางจมูกและตา เช่น การหายใจ การไอ การจาม การแคะจมูก การขยี้ตา หรือรับเชื้อจากวัสดุที่มีเชื้อโรคเกาะอยู่บนพื้นผิว แต่ไม่มีหลักฐานว่ามีการติดต่อจากการบริโภคผลิตภัณฑ์จากหมู
อาการ
เมื่อเชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกายโดยวิธีการติดต่อข้างต้นเป็นเวลาประมาณ 7 วัน ผู้ติดเชื้อจะมีอาการคล้ายกับผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ แต่จะแสดงอาการรุนแรง และรวดเร็วกว่าไข้หวัดใหญ่ธรรมดา กล่าวคือ มีไข้สูง ติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ ไอ คลื่นไส้ อาเจียน ปวดเมื่อยตามร่างกายรุนแรง ท้องร่วง และ ปวดศีรษะรุนแรง บางรายอาจมี อาการรุนแรง ปอดอักเสบจนถึงเสียชีวิตได้
การป้องกัน
การป้องกันเบื้องต้น เหมือนการป้องกันไข้หวัดธรรมดา คือ
1.เมื่อเป็นหวัดเวลาจามจะต้องใช้ผ้าเช็ดหน้าปิด
2.หมั่นล้างมือ บ่อยๆ
3. หลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังสถานที่แออัด และงดเดินทางไปประเทศที่มีการระบาด
4. ผู้ที่มีอาการป่วยเล็กน้อย ควรพักรักษาตัวอยู่บ้าน นอนพักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ดื่มน้ำมากๆ และป้องกันการแพร่เชื้อสู่ผู้อื่น หากมีอาการรุนแรง เช่นไข้ไม่ลดภายใน
2 วัน ไอมาก หายใจลำบาก ควรรีบพบแพทย์ทันที รวมทั้งผู้ดูแลใกล้ชิดด้วย
5. บุคคลทั่วไปควรรักษาสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ /พักผ่อนให้เพียงพอ / รับประทานอาหาร
ที่มีประโยชน์
6. สำหรับผู้บริโภคผลิตภัณฑ์จากหมู ไม่ควรกินเนื้อหมูที่ปรุงแบบสุกๆ ดิบๆ ควรนำไปปรุงให้สุกด้วยความร้อนก่อนทุกครั้ง และควรให้ความร้อนถึงบริเวณกึ่งกลางของชิ้นหมูมีอุณหภูมิอยู่ที่ 75 องศาเซลเซียส หรือสูงกว่า
การรักษา
เชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ไวต่อยาโอเซลทามิเวียร์และยาซานามิเวียร์ เพราะยาทั้ง 2 ชนิดนี้ เป็นยาปฏิชีวนะกลุ่มเดียวกันที่ยับยั้งไม่ให้ไวรัสแตกตัว โดยผู้ป่วยที่ติดเชื้อต้องรับยาติดต่อกันเป็นเวลา 5 วัน วันละ 2 ครั้ง และต้องรับยาภายใน 48 ชั่วโมง เมื่อมีอาการ จึงจะได้ผลเต็มประสิทธิภาพ เพียงแต่ยาโอเซลทามิเวียร์เป็นยากินชนิดเม็ด ส่วนยาซานามิเวียร์เป็นยาพ่น
เอกสารอ้างอิง
Home » รายงานพิเศษ » รู้จักกับไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ของโลก A-2009 H1N1
ความรู้เรื่อง ไข้หวัดหมู จาก ร.พ. BNH
Tags : อาการของใข้หวัดใหญ่2009, ไข้หวัดใหญ่ 2009
Date : สิงหาคม 6th, 2010Category : ปลายปากกาAuthor : goldenlife
โรคอัลไซเมอร์ สาเหตุของการเกิดโรคในปัจจุบันยังไม่ทราบแน่ชัด แต่ปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้เกิดโรคได้แก่ อายุที่มากขึ้น เพศ (โดยพบโรคนี้ในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย) ผู้ที่มีการศึกษาน้อยหรือใช้สมองน้อย พันธุกรรม และโรคทางร่างกายบางชนิดเช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ระดับไขมันในเส้นเลือดสูง
โรคอัลไซเมอร์เกิดจากความผิดปรกติของ Amyloid protein หรือ Tau protein ซึ่งจะไปเกาะกันเป็นก้อนในสมอง และทำลายเซลล์สมอง โดยความผิดปรกติดังกล่าวจะทำให้เกิดกระบวนการอักเสบ กระบวนทางเคมี ทำให้เซลล์สมองเป็นพิษ ตาย และฝ่อ ทำให้สมองเหี่ยว ทำงานไม่ได้ และเกิดอาการต่าง ๆ ของโรคอัลไซเมอร์ตามมา
ออกกำลังสมองด้วย neurobic
การฝึกทักษะสมองนี้เกิดจากแนวคิด “นิวโรบิคส์” ซึ่งค้นคว้าโดยศาสตราจารย์ลอเรนซ์ ซี แคทซ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยา ชาวอเมริกัน โดยนำแนวคิดการออกกำลังแบบแอโรบิคส์ ที่ทำให้ร่างกายแข็งแรง ด้วยการขยับกล้ามเนื้อหลายๆ ส่วน มาประยุกต์กลายเป็นวิธีบริหารสมองที่ใช้ประสาทสัมผัสไปกระตุ้นกล้ามเนื้อสมองหลายๆ ส่วนให้ขยับและตื่นตัว ทำให้แขนงเซลล์ประสาทแตกกิ่งก้านสาขา เซลล์สมองสื่อสารกันมากขึ้น เกิดการเรียนรู้สิ่งใหม่ สมองแข็งแรงขึ้น
“นิวโรบิคส์ เอ็กเซอร์ไซส์” เกิดจากการกระตุ้นให้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 ได้แก่ การได้ยินได้มองเห็น การได้กลิ่น การลิ้มรส และการสัมผัส รวมไปถึงส่วนสำคัญส่วนที่ 6 คือ ส่วนของอารมณ์ ได้ทำงานเชื่อมโยงกัน เมื่อฝึกออกกำลังสมองบ่อยๆ สมองจะมีการหลั่งสารที่เรียกว่า นิวโรโทรฟินส์เปรียบเหมือน “อาหารสมอง” ที่ทำให้เซลล์โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของ “เดนไดรต์” ที่เชื่อมระหว่างเซลล์ประสาททำงานดีขึ้น จึงเป็นปัจจัยที่ทำให้เนื้อเซลล์เจริญเติบโตและเซลล์สมองแข็งแรง
หลักการของนิวโรบิคส์ประกอบด้วย
- เปลี่ยนแปลงชีวิตประจำวัน การทำกิจกรรมซ้ำแบบเดิมทุกวัน ทำให้สมองไม่ได้รับการกระตุ้น นาน เข้าจะทำโดยไม่ต้องคิด (Subconscion) สมองจะทำงานลดลง เซลล์สมองถูกกระตุ้นลดลง นำไปสู่การฝ่อของเซลล์ นิวโรบิคส์จึงเริ่มจาก เปลี่ยนแปลงชีวิตประจำวันง่ายๆ เช่น เคยกินข้าวหลังอาบน้ำ ให้กินข้าวก่อนอาบน้ำ เพิ่มกิจกรรมใหม่ให้ตัวเอง ออกไปวิ่งตอนเช้า ปรุงอาหารเช้าด้วยตนเอง เปลี่ยนวิธีปฏิบัติ เช่นใช้มือข้างที่ไม่ถนัดแปรงฟันหรือกดรีโมท ฟังวิทยุจากสถานีใหม่ (ที่ไม่เคยฟัง)
- ใช้ประสาทสัมผัสมากขึ้น ดึงความสามารถของประสาทสัมผัสทั้ง รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส และอารมณ์ มาใช้ให้มากที่สุด และใช้ประสาทสัมผัสมากกว่า 1 อย่างขึ้นไป โดยงดใช้ประสาทสัมผัสที่ใช้บ่อย เช่นใช้มือคลำหาของ แทนการมองหา สื่อสารด้วยท่าทางแทนคำพูด ผสมผสานประสาทสัมผัสทั้งห้า เช่น ดมกลิ่นหอมของดอกไม้ขณะฟังเพลง ลิ้มลองรสชาติไปพร้อมสูดดมกลิ่นของอาหาร กระตุ้นประสาทสัมผัส เช่น ใช้กลิ่นบำบัด จุดน้ำมันหอมระเหยขณะนวดตัว เล่นเกมส์ฝึกสมอง เช่น เล่นไพ่ เล่นหมากรุก หมากล้อม
- ท้าทายประสบการณ์ใหม่ การทำสิ่งใหม่ๆ ที่ไม่เคยทำมาก่อนเป็นการกระตุ้นสมองอย่างดี และได้ ใช้ประสาทสัมผัสทุกด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “อารมณ์” เมื่อรู้สึกสนุก มีความสุขกับกิจกรรมใหม่ ร่างกายจะหลั่งสารแห่งความสุข นอกจากมีผลดีต่อสมอง ยังมีผลดีต่อร่างกายส่วนด้วย ซึ่งอาจทำได้โดย
เดินทางท่องเที่ยว การไปสถานที่ใหม่ๆ เจอคนใหม่ๆ และการแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้า ทำให้สมองได้คิดวิเคราะห์ แก้ปัญหามากขึ้น
ทำงานอดิเรกใหม่ เช่น เล่นกีฬา งานฝีมือ เย็บปักถักร้อย หรือเลือกซื้อสินค้าในตลาดสดที่ได้พบปะผู้คนมากขึ้น
พบปะสังสรรค์ การเข้าสังคมทำให้สมองได้แก้ปัญหามากขึ้น มีการสื่อสารระหว่างเซลล์สมองมากขึ้น เช่นเข้าร่วมกิจกรรมในครอบครัว เป็นสมาชิกชมรม หรือเข้าร่วมกิจกรรมสาธารณะประโยชน์
Tags : นิวโรบิคส์, ออกกำลังสมอง, โรคอัลไซเมอร์
Date : กรกฎาคม 31st, 2010Category : ปลายปากกาAuthor : goldenlife
อัมพฤกษ์ อัมพาต(หรือโรคหลอดเลือดสมอง) เป็นโรคหนึ่งในกลุ่มของโรคหัวใจและหลอดเลือด นอกจากนี้โรคอื่นๆ ที่อยู่ในกลุ่มโรคหัวใจและหลอดเลือด ได้แก่ โรคหัวใจขาดเลือด ภาวะความดันโลหิตสูง โรคหัวใจล้มเหลว เป็นต้น
จากการศึกษาของมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ ปี 2546 พบว่าทุกชั่วโมง คนไทยตายด้วยโรคหลอดเลือดสมอง 5.3 คน (วันละ 126 คน) ทุก 12 นาที และแนวโน้มของผู้ป่วยในเพิ่มขึ้นเช่นกัน โรคอัมพฤกษ์ อัมพาต เป็นสาเหตุของการตายก่อนวัยอันควรและก่อให้เกิดความพิการถาวร ทำให้เป็นภาระการดูแลรักษาเพิ่มมากขึ้น ก่อให้เกิดความสูญเสียค่าใช้จ่ายของครอบครัว ชุมชนและเศรษฐกิจของประเทศชาติ ในการดูแลรักษา
ปัจจัยเสี่ยง สาเหตุของโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต ที่สำคัญ ได้แก่ ความดันโลหิตสูง (เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต 3-17 เท่า) ภาวะเบาหวาน (เพิ่มความเสี่ยง 3 เท่า) การสูบบุหรี่ (เพิ่มขึ้น 2 เท่า) ไขมันคลอเลสเตอรอล (เพิ่มความเสี่ยง 1.5 เท่า) และในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงมากกว่า 1 ปัจจัย จะทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคอัมพฤกษ์ อัมพาตจะเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ
จากการรายงานขององค์การอนามัยโลก พบว่า ร้อยละ 80 ของโรคหัวใจ อัมพาต และเบาหวานชนิดที่ 2 และร้อยละ 40 ของมะเร็ง สามารถป้องกันได้ด้วยการบริโภคอาหารที่เหมาะสม
มีกิจกรรมทางกายสม่ำเสมอและงดบุหรี่ ซึ่งส่วนใหญ่มีสาเหตุจากปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ที่เกิดจากพฤติกรรมการดำเนินชีวิตเปลี่ยนจากแบบไทยๆ มาเป็นนิยมแบบตะวันตก ของประชาชน โดยไม่รู้เท่าทันถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น ดังนั้น การดำเนินการป้องกันควบคุม เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน การสื่อสารมีบทบาทที่สำคัญต่อการสร้างกระบวนการเรียนรู้เพื่อให้เกิดการรับรู้ ตระหนักถึงภัยจากความเสี่ยงของโรค แนวปฏิบัติป้องกันควบคุม จนเกิดการตัดสินใจและสนใจเรียนรู้ในการจัดการปรับตัวทั้งตนเองและสิ่งแวดล้อมจากสิ่งที่เคยชิน ชอบ ไม่รู้ว่าเสี่ยง โดยผ่านช่องทางสื่อสารต่างๆ อย่างเหมาะสมทั้งสื่อสาธารณะ สื่อองค์กร สื่อบุคคล ทั้งในระดับประเทศและท้องถิ่น
การป้องกัน
- ป้องกันไม่ให้เป็นความดันโลหิตสูง เบาหวาน สูบบุหรี่ ไขมันสูง
- ป้องกันไม่ให้อ้วน น้ำหนักเกิน
- ควบคุม ป้องกันไม่ให้ “กินเกิน สบายเกิน เครียดเกิน พิษเกิน ยึดเกิน”
- “กิน (แต่พอ) ดี เดินเร็ว หายใจช้า สั่งลาพุง บอกลาควัน”
Tags : อัมพฤกษ์, อัมพาต, โรคหลอดเลือดสมอง
Date : กรกฎาคม 30th, 2010Category : ปลายปากกาAuthor : goldenlife
สาเหตุ
เกิดจากหลอดเลือดแดงไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจแข็งตัวหรือมีไขมันไปเกาะที่ผนังของหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดแดงตีบแคบลง ปริมาณเลือดแดงผ่านได้น้อย เป็นผลทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดและหากหลอดเลือดแดงตีบแคบลงจนอุดตัน จะทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายได้

รูปกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด
ปัจจัยเสี่ยงที่เป็นสาเหตุของการเกิดโรค
- โรคความดันโลหิตสูง
- ไขมันในเลือดสูง
- การสูบบุหรี่
- โรคเบาหวาน
- ความอ้วน
- ความเครียด
- การไม่ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
- ผู้ชายอายุ 40 ปีขึ้นไป หรือหญิงอายุ 50 ปีขึ้นไป หรือวัยหลังหมดประจำเดือน
- ผู้มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคหัวใจ
พยาธิสภาพและอาการทางคลินิก
อาการทั่วไปของโรคหัวใจ
- ใจสั่น
- เจ็บหน้าอก
- หายใจอึดอัดเหมือนมีอะไรมาทับทรวงอก
- ชีพจรเต้นไม่สม่ำเสมอ
- มีอาการปวดภายในทรวงอกและหัวใจ
- มีอาการหายใจลำบาก
อาการหลัก คือ อาการเจ็บหน้าอกจะมีลักษณะเฉพาะได้แก่
- ตำแหน่งการเจ็บ มักเป็นตรงกลางหน้าอก เยื้องลงมาทางลิ้นปี่เล็กน้อย
- ลักษณะเจ็บ มักจุก ๆ แน่น ๆ อึดอัด บางทีร้าวไปถึงคอหอย ไหล่ซ้าย ข้อศอก หรือ ท้องแขนซ้าย หรือกราม หรือคอด้านซ้าย
- มักจะเจ็บอยู่นานราว 5 – 10 นาที มักจะคลายหายโดยการพัก ถ้าเจ็บนานกว่านี้และไม่หาย แสดงว่าอาการขาดเลือดรุนแรงขึ้น
- บางรายมีอาการใจหวิว ใจสั่น ชีพจรเร็วกว่าปกติ หรือช้ากว่าปกติ หรือเหงื่อซึม เป็นลม หน้ามืด หมดสติ
การวินิจฉัย
แพทย์จะซักประวัติโดยละเอียด ตรวจร่างกาย ตรวจเลือด และดูดคลื่นไฟฟ้าหัวใจ การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ขณะพักนั้นบ่อยครั้งที่ให้ข้อมูลไม่เพียงพอที่จะวินิจฉัยโรค แพทย์จะแนะนำให้ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ขณะออกกำลัง เพิ่มเติมเรียกว่า EXERCISE STRESS TEST หรือการตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูง (ECHO)หรือเครื่องบันทึกคลื่นหัวใจที่พกติดตัวได้ ( HOLTER ONITORING ) หรือการตรวจสวนหลอดเลือดหัวใจ จากนั้นแพทย์จะนำข้อมูลต่าง ๆ เหล่านี้มาวิเคราะห์ดูว่ามีโอกาสเป็นโรคหัวใจขาดเลือดมากน้อยเพียงใด
การรักษา มี 3 แบบ คือ
- การรักษาด้วยยา
- การรักษาด้วยการผ่าตัดทำการเบี่ยงให้เลือดไปเลี้ยงหัวใจ เรียกว่าทำ BYPASS GRAFT
- การรักษาด้วยวิธีพิเศษ เช่น การถ่างขยายเส้นเลือดด้วยบอลลูน การกรอเส้นเลือดด้วยหัวกรอ
การป้องกัน
- หลีกเลี่ยงอาหารหวาน อาหารที่มีไขมัน – กะทิ รวมทั้งไข่แดง ทำให้มีการสะสมไขมันในหลอดเลือด ก่อให้เกิดแผ่นคราบไขมันตามมา
- ควรรับประทานอาหารที่มีไขมันน้อย เช่น ผัก ปลา ผลไม้ และอาหารที่มีกากมาก ๆ เช่น รำข้าว ข้าวโพด ข้าวสาลี ฯลฯ
- ออกกำลังกายเป็นประจำ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง นานครั้งละ 20 นาที แล้วค่อย ๆ เพิ่มระยะเวลา และเพิ่มความถี่ในการออกกำลังกาย
- หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ เพราะในบุหรี่มีสารนิโคติน และสารอื่น ๆ ที่จะทำอันตรายต่อผนังบุด้านในหลอดเลือด การสูบบุหรี่ยังทำให้หลอดเลือดหัวใจหดตัว เป็นการลดปริมาณเลือดที่จะไปเลี้ยง กล้ามเนื้อหัวใจ
- นอนผักผ่อนให้เพียงพอ ไม่เครียดกับงาน ควรทำสมาชิก หรือฟังเพลงเบา ๆ
- ควบคุมน้ำหนักไม่ให้อ้วน โดยใช้วิธีออกกำลังกาย และรับประทานอาหารที่ถูกต้อง เช่น งดขนมหวาน ผลไม้รสหวานจัด เพราะหัวใจของคนอ้วนต้องทำงานมากกว่าปกติ
- ควบคุมความดันโลหิต และเบาหวานให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
ตรวจเช็คสุขภาพอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง แต่ถ้ามีอาการเจ็บแน่นหน้าอกเป็น ๆ หาย ๆ ควรปรึกษาแพทย์
Tags : กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด, อาการทั่วไปของโรคหัวใจ
Date : กรกฎาคม 28th, 2010Category : ปลายปากกาAuthor : goldenlife
ผลร้ายของบุหรี่ บุหรี่ฆ่าคนได้ ถ้าไม่ถึงตายก็อยู่อย่างทรมาน
อันตรายของบุหรี่อยู่ที่การสูดควันเข้าไปในปอดแล้วสารพิษกว่า 2,000 ชนิดก็ไหลตามกระแสเลือดไปทั่วรางกาย คนสูบปากจะเหม็น ฟันดำ สมรรถภาพทุกระบบเสื่อมไป เช่น ปอด หัวใจ ไต และสมรรถภาพทางเพศ ควันบุหรี่ทำร้ายคนใกล้ชิด ทำร้ายลูกในครรภ์ และการสูบบุหรี่ยังนำไปสู่สิ่งเสพย์ติดอื่นๆ
บุหรี่กับโรคหัวใจในหลอดเลือด
โดยปกติแล้วหัวใจของคนเราจะเต้นประมาณ 60 – 80 ครั้ง ต่อนาที ซึ่งอยู่ในอัตราที่พอเหมาะต่อการสูบโลหิตไปเลี้ยงร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่เมื่อเราสูบบุหรี่เข้าไป สารนิโคตินและก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ทำให้หัวใจเต้นเร็ว หลอดเลือดหัวใจหดตัวในระยะแรก นอกจากนี้ ยังทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในหลอดเลือด โดยมีการจับตัวของไขมันที่ผนังหลอดเลือด ในระยะต่อมาทำให้หลอดเลือดทั่วร่างกายตีบแคบลง ทำให้หลอดเลือดไปเลี้ยง หัวใจไม่เพียงพอ หัวใจขาดออกซิเจน เกิดภาวะหัวใจวายเฉียบพลันได้ และหากเกิดกับหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมองจะทำให้สมองเสื่อม นำไปสู่การเป็นอัมพฤกษ์อัมพาตได้ แต่ถ้าเป็นหลอดเลือดส่วนปลายที่ขาจะทำให้เกิดแผลเรื้อรังจนต้องตัดขาทิ้ง การไม่สูบบุหรี่จึงเป็นการลดอัตราการเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดที่สำคัญที่สุด และสำหรับผู้ที่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบแล้ว การเลิกสูบบุหรี่จะเป็นการลดอัตราการเกิดโรคซ้ำ และลดอัตราการตายได้
- คนที่สูบบุหรี่มือสอง คือ สูดควันบุหรี่จากคนที่ใกล้ชิดเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ 1.25 เท่า มีรายงานว่า (ภรรยา) ที่ไม่สูบบุหรี่อยู่กับสามีที่สูบบุหรี่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจเพิ่มร้อยละ 24 พนักงานที่ทำงานในสถานที่ที่เต็มไปด้วยควันบุหรี่ เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจเพิ่มร้อยละ 85
- คนที่สูดควันบุหรี่เป็นอัมพาตเพิ่มมากขึ้น
- การสูดควันบุหรี่หรือที่เรียกว่าสูบบุหรี่มือสอง ทำให้เป็นโคหลอดเลือดหัวใจ แม้ตนเองจะไม่สูบบุหรี่ ในสิ่งแวดล้อมที่มีคนสูบบุหรี่ ผู้ที่ได้รับควันบุหรี่มีโอกาสเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดเพิ่มขึ้นประมาณ 1.5 เท่า
สารพิษที่พบในควันบุหรี่
- นิโคติน ทำให้หลอดเลือดตีบ – ตัน ทำให้เกิดโรคหัวใจ
- ทาร์ สาเหตุของการเกิดมะเร็งปอด ถุงลมโป่งพอง
- คาร์บอนมอนอกไซด์ ทำให้หัวใจและร่างกายได้รับออกซิเจนน้อย เป็นสาเหตุของโรคหัวใจ
- ไฮโดรเจนไซยาไนด์ ทำให้มีอาการไอ และหลอดลมอักเสบเรื้อรัง
- ไนโตรเจนไดออกไซด์ ทำให้เกิดโรคถุงลมโป่งพอง
- แอมโมเนีย มีฤทธิ์ระคายเคืองเนื้อเยื่อ
- สารกัมมันตรังสี เป็นสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็งปอด
ทั้งชายและหญิงลดความเสี่ยงจากการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ ถ้าเลิกสูบบุหรี่
- สุขภาพจะเริ่มดีหลังจากงดบุหรี่ได้ในปีแรก และลดการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ – ตัน ลงได้
- องค์การอนามัยโลก ศึกษาแล้วพบว่า การเลิกบุหรี่ลดอัตราการตายของโรคหลอดเลือดหัวใจ ร้อยละ 50 ในปีแรก แต่อัตราเสี่ยงจะลดลงเท่าคนปกติ เมื่อหยุดบุหรี่แล้ว 15 ปี
- ในการศึกษาวิจัยอื่นๆ พบว่า เมื่องดสูบบุหรี่ 5 ปีจะลดความเสี่ยงจากอัมพาตได้เท่าคนปกติ
Tags : บุหรี่กับโรคหัวใจ, ผลร้ายของบุหรี่, สารพิษที่พบในควันบุหรี่